ไขมันพอกตับ คืออะไร?
ไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ หรือที่เรียกว่า Metabolic Dysfunction-Associated Fatty Liver Disease (MAFLD) มักเกิดจากปัจจัยเสี่ยงทางเมตาบอลิก เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดผิดปกติ ซึ่งพบได้บ่อยในคนที่มีน้ำหนักเกินและผู้ที่มีพฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม
อาการของไขมันพอกตับ
ไขมันพอกตับมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้จนกว่าจะตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปี หรือเมื่อโรคลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนแล้ว
อาการที่อาจพบได้ในผู้ป่วยไขมันพอกตับ ได้แก่
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
- ปวดบริเวณท้องส่วนบนด้านขวา (บริเวณตับ)
- รู้สึกอึดอัดหรือแน่นท้อง
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- เบื่ออาหาร
หากโรคลุกลามจนเกิดตับอักเสบหรือตับแข็ง อาจพบอาการเพิ่มเติม เช่น
- ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน)
- ท้องมาน (ท้องบวมน้ำ)
- ขาบวม
- อาเจียนเป็นเลือด
- อุจจาระดำ
- คันตามผิวหนัง
สาเหตุของไขมันพอกตับ
ไขมันพอกตับเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่
ปัจจัยเสี่ยงของไขมันพอกตับจากแอลกอฮอล์
- ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก (มากกว่า 10 ดริงก์ต่อสัปดาห์)
- ดื่มแอลกอฮอล์ติดต่อกันเป็นเวลานาน
- ดื่มแอลกอฮอล์แบบหนัก (มากกว่า 4 ดริงก์ในคราวเดียว)
ปัจจัยเสี่ยงของไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์
- โรคอ้วนหรือน้ำหนักเกิน
- โรคเบาหวานชนิดที่ 2
- ความดันโลหิตสูง
- ไขมันในเลือดสูง
- กลุ่มอาการเมตาบอลิก
- การรับประทานอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง
- ขาดการออกกำลังกาย
ไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (MAFLD) พบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นภาวะที่เซลล์ในร่างกายตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่ดี ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงและเกิดการสะสมของไขมันในตับ
เจ็บท้องตรงไหนบ้างที่อาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงมะเร็งตับ
อาการปวดท้องเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่ออาการเกิดซ้ำ เป็นนาน หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย ตำแหน่งที่ปวดอาจบ่งบอกถึงความผิดปกติของอวัยวะภายใน รวมถึงตับที่มีปัญหา
ตำแหน่งปวดท้องที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคตับ
- ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา: เป็นตำแหน่งที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคตับ เนื่องจากตับอยู่ใต้กระดูกซี่โครงด้านขวา
- ปวดบริเวณไหล่ขวา: อาการปวดร้าวไปที่ไหล่ขวาอาจเกิดจากการอักเสบของตับหรือถุงน้ำดี
- ปวดท้องส่วนบน: อาการปวดบริเวณท้องส่วนบนอาจเกี่ยวข้องกับตับที่มีขนาดโตผิดปกติ
หากคุณมีอาการปวดท้องบริเวณชายโครงด้านขวาร่วมกับอาการตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลียมาก หรือมีไข้ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของโรคตับที่รุนแรง
10 วิธีบำรุงตับง่ายๆ
การบำรุงตับให้แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและรักษาไขมันพอกตับ ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ดังนี้
- ควบคุมน้ำหนัก: การลดน้ำหนักเพียง 5-10% สามารถช่วยลดไขมันในตับได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์
- รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ: เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนคุณภาพดี และไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง: ลดการบริโภคน้ำตาล น้ำอัดลม และขนมหวาน
- จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์: ลดหรืองดการดื่มแอลกอฮอล์โดยสิ้นเชิง
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
- หลีกเลี่ยงสารพิษ: ลดการสัมผัสสารเคมี สารกำจัดศัตรูพืช และมลพิษต่างๆ
- ควบคุมโรคประจำตัว: ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- พักผ่อนให้เพียงพอ: นอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน
- ตรวจสุขภาพประจำปี: ตรวจค่าการทำงานของตับเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง
กินพรูนัส มูเม่ สดๆ ช่วยบำรุงตับจริงหรือแค่กระแสสุขภาพ
พรูนัส มูเม่ หรือบ๊วยญี่ปุ่นแบบสด กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ โดยมีความเชื่อว่าสามารถช่วยบำรุงตับและล้างพิษได้ แต่ความจริงแล้วเป็นอย่างไร?
ข้อดีของพรูนัส มูเม่
- มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
- มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย
- มีสารที่อาจช่วยลดการอักเสบ
- มีผลการศึกษาในสัตว์ทดลองที่แสดงผลดีต่อตับ
จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พบว่าพรูนัส มูเม่ มีสารประกอบฟีนอลิกและสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจมีประโยชน์ต่อตับ แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่ยืนยันว่าการรับประทานพรูนัส มูเม่ สดสามารถรักษาหรือป้องกันไขมันพอกตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำแนะนำ: หากต้องการทดลองรับประทานพรูนัส มูเม่ เพื่อสุขภาพ ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม และไม่ควรใช้เป็นทางเลือกทดแทนการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์
พฤติกรรมใกล้ตัวที่ทำให้ตับมีปัญหา โดยที่หลายคนไม่เคยระวัง
ตับเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักที่สุดอวัยวะหนึ่งของร่างกาย มีหน้าที่กำจัดสารพิษ สร้างพลังงาน แปรรูปสารอาหาร และควบคุมสมดุลไขมันกับน้ำตาลในเลือด แต่พฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวันอาจทำร้ายตับโดยที่เราไม่รู้ตัว
พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำร้ายตับ
- ดื่มน้ำอัดลมและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง: น้ำตาลฟรุกโตสในเครื่องดื่มหวานจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันในตับ
- รับประทานอาหารจานด่วนและอาหารแปรรูป: อาหารเหล่านี้มักมีไขมันทรานส์และน้ำตาลสูง ซึ่งเป็นภาระต่อตับ
- นั่งนานๆ ไม่ค่อยเคลื่อนไหว: การขาดการออกกำลังกายทำให้เกิดการสะสมของไขมันในตับ
- นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ: การนอนหลับไม่เพียงพอส่งผลต่อการทำงานของตับและการเผาผลาญไขมัน
- ใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาด: การใช้ยาพาราเซตามอลในปริมาณมากหรือเป็นประจำอาจทำลายเซลล์ตับ
- ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ: แม้จะดื่มในปริมาณที่คิดว่าน้อย แต่การดื่มเป็นประจำก็สามารถทำลายตับได้
- รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา: การรับประทานอาหารดึก หรือมื้อใหญ่ก่อนนอน ทำให้ตับต้องทำงานหนักในช่วงที่ควรพัก
ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพตับที่ดี?
ผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำแนะนำเฉพาะบุคคลเพื่อช่วยให้คุณมีสุขภาพตับที่แข็งแรง
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดื่มเหล้าแล้วอ้วก คิดว่าไม่เป็นไร แต่จริง ๆ ตับโดนทำร้ายแค่ไหน?
หลายคนมีความเข้าใจผิดว่าเมื่อดื่มแอลกอฮอล์แล้วอาเจียนออกมา แอลกอฮอล์จะถูกขับออกจากร่างกายหมด ทำให้ไม่เป็นอันตรายต่อตับ แต่ความจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้น
ความจริงที่คุณควรรู้
- แอลกอฮอล์ถูกดูดซึมเร็ว: แอลกอฮอล์จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็วตั้งแต่ในปากและกระเพาะอาหาร แม้จะอาเจียนออกมาภายหลัง แอลกอฮอล์ส่วนหนึ่งก็เข้าสู่ร่างกายแล้ว
- ตับต้องทำงานหนัก: แอลกอฮอล์ที่เข้าสู่ร่างกายจะถูกส่งไปที่ตับเพื่อกำจัดพิษ ทำให้ตับต้องทำงานหนักและอาจเกิดการอักเสบ
- เซลล์ตับถูกทำลาย: การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากทำให้เซลล์ตับถูกทำลาย และเมื่อเกิดซ้ำๆ จะนำไปสู่ไขมันพอกตับและตับแข็งในที่สุด
- อาเจียนไม่ช่วยป้องกัน: การอาเจียนเป็นกลไกป้องกันของร่างกายเมื่อได้รับสารพิษมากเกินไป แต่ไม่ได้ช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตับ
“การดื่มแอลกอฮอล์แบบหนักแม้เพียงครั้งเดียวก็สามารถทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลันได้ และการดื่มเป็นประจำแม้ในปริมาณที่คิดว่าน้อย ก็สามารถนำไปสู่ไขมันพอกตับและตับแข็งในระยะยาว”
วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันตับจากอันตรายของแอลกอฮอล์ คือ การลดหรืองดการดื่มแอลกอฮอล์โดยสิ้นเชิง
ผลิตภัณฑ์แนะนำ
นอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและรับประทานอาหารที่เหมาะสมแล้ว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดอาจช่วยสนับสนุนการทำงานของตับและช่วยฟื้นฟูเซลล์ตับได้ ต่อไปนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เราแนะนำ
เฮฟฟีก้า
นวัตกรรมฟื้นฟูตับจากเบลเยียม ที่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากพืชธรรมชาติที่ผ่านการวิจัยว่าช่วยฟื้นฟูเซลล์ตับที่เสียหาย ลดการอักเสบ และช่วยลดระดับไขมันในตับ
- ฟื้นฟูเซลล์ตับที่เสียหาย
- ลดการอักเสบของตับ
- ช่วยลดระดับไขมันในตับ
- ป้องกันการเกิดพังผืดในตับ
โพรไบโอต้า
นวัตกรรมใหม่ของโพรไบโอติกที่ช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งมีผลต่อการทำงานของตับและการเผาผลาญไขมัน ช่วยลดการอักเสบ
- ช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียในลำไส้
- ลดการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร
- สนับสนุนการขับสารพิษ
- ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน
โมเวล
นวัตกรรมฟื้นฟูข้อและกระดูก ช่วยบรรเทาอาการปวดข้อและกระดูก ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้ที่มีน้ำหนักเกินและผู้ที่มีไขมันพอกตับ
- บรรเทาอาการปวดข้อและกระดูก
- ช่วยซ่อมแซมกระดาษข้อต่อที่เสื่อมสภาพ
- เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับข้อต่อ
- ช่วยให้เคลื่อนไหวได้คล่องตัวขึ้น