ปวดท้องข้างขวาเกิดจากอะไร เกี่ยวข้องกับมะเร็งตับหรือไม่?

ปวดท้องข้างขวาเกิดจากอะไร เป็นคำถามที่หลายคนค้นหาใน Google เพราะอาการนี้อาจเกิดได้ตั้งแต่ปัญหาเล็กน้อย เช่น กรดไหลย้อน ลำไส้อักเสบ ไปจนถึงโรคร้ายแรงอย่างโรคตับ และในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับ มะเร็งตับ ได้เช่นกัน บทความนี้จะอธิบายสาเหตุที่พบบ่อย อาการที่ควรระวัง และสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

ตำแหน่งปวดท้องข้างขวา บอกอะไรได้บ้าง?

บริเวณท้องข้างขวา โดยเฉพาะใต้ชายโครงขวา เป็นตำแหน่งของอวัยวะสำคัญ เช่น

  • ตับ

  • ถุงน้ำดี

  • ลำไส้ใหญ่ส่วนต้น

  • ไตขวา

ดังนั้นอาการปวดบริเวณนี้จึงต้องพิจารณาหลายปัจจัย

สาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดท้องข้างขวา

1️⃣ โรคเกี่ยวกับตับ

  • ตับอักเสบ

  • ไขมันพอกตับ

  • ตับโต

  • ตับแข็ง

หากปวดใต้ชายโครงขวาแบบตื้อ ๆ แน่น ๆ ร่วมกับอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ควรตรวจค่าตับ

2️⃣ โรคถุงน้ำดี

นิ่วในถุงน้ำดีมักทำให้ปวดจี๊ดรุนแรงหลังรับประทานอาหารมัน

3️⃣ ลำไส้อักเสบ หรือไส้ติ่งอักเสบ

หากปวดรุนแรง มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ควรรีบพบแพทย์ทันที

ปวดท้องข้างขวาเกี่ยวข้องกับมะเร็งตับได้หรือไม่?

มะเร็งตับ เป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทย โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติ:

  • ไวรัสตับอักเสบบีหรือซี

  • ดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง

  • มีภาวะตับแข็ง

  • มีไขมันพอกตับเรื้อรัง

อาการของมะเร็งตับที่อาจพบร่วมกับปวดท้องข้างขวา

  • ปวดหรือแน่นใต้ชายโครงขวา

  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

  • อ่อนเพลียเรื้อรัง

  • ท้องโต มีน้ำในช่องท้อง

  • ตัวเหลือง ตาเหลือง

อาการมักไม่ชัดเจนในระยะแรก จึงทำให้หลายคนมาพบแพทย์เมื่อโรคลุกลามแล้ว

เมื่อไหร่ควรตรวจเพิ่มเติม?

หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ช่องท้อง:

  • ปวดเรื้อรังเกิน 1–2 สัปดาห์

  • มีประวัติโรคตับ

  • ค่าเอนไซม์ตับสูง

  • มีอาการอ่อนเพลียผิดปกติ

การตรวจคัดกรองมะเร็งตับในกลุ่มเสี่ยง ควรทำทุก 6 เดือน

วิธีดูแลตับ ลดความเสี่ยงมะเร็งตับ

  • ควบคุมอาหาร ลดของมัน ของทอด

  • งดแอลกอฮอล์

  • ควบคุมน้ำหนัก ลดไขมันพอกตับ

  • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี

  • ตรวจสุขภาพประจำปี

ปวดท้องข้างขวาเกิดจากอะไร อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ปัญหาทางเดินอาหารทั่วไป ไปจนถึงโรคตับ และในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของ มะเร็งตับ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง หากอาการปวดไม่หายเอง หรือมีอาการร่วมที่ผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะการพบโรคตั้งแต่ระยะแรก เพิ่มโอกาสรักษาได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ