อาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ง่วงนอนตลอดทั้งวัน เป็นปัญหาที่หลายคนมองว่าเกิดจากการพักผ่อนไม่พอ ความเครียด หรือการทำงานหนัก แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่ากำลังมีความผิดปกติบางอย่างซ่อนอยู่ โดยเฉพาะความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับ โรคตับและมะเร็งตับ ซึ่งมักแสดงอาการไม่ชัดเจนในระยะแรก และถูกมองข้ามอยู่บ่อยครั้ง

อาการอ่อนเพลียเกิดจากหลายสาเหตุ
ตั้งแต่การนอนหลับไม่เพียงพอ ภาวะขาดสารอาหาร การติดเชื้อเรื้อรัง ไปจนถึงโรคของอวัยวะสำคัญอย่างตับ ตับเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการกำจัดสารพิษ สร้างพลังงานจากอาหาร สังเคราะห์โปรตีน และควบคุมสมดุลของสารเคมีในร่างกาย หากตับเริ่มทำงานผิดปกติ ร่างกายจะได้รับผลกระทบโดยตรง หนึ่งในอาการที่พบบ่อยที่สุดคือความอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง และง่วงนอนตลอดวัน แม้จะนอนพักผ่อนเพียงพอแล้วก็ตาม
หลายคนที่มีปัญหาตับมักบ่นว่าตื่นเช้ามาแล้วไม่สดชื่น รู้สึกหมดแรงตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำงาน สมาธิลดลง ความจำไม่ดี และง่วงนอนผิดปกติ อาการเหล่านี้เกิดจากการที่ตับไม่สามารถกำจัดของเสียและสารพิษออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สารพิษเหล่านี้จะสะสมในกระแสเลือด ส่งผลต่อระบบประสาทและสมอง ทำให้เกิดอาการง่วง ซึม และอ่อนล้าเรื้อรัง

โรคตับมีหลายรูปแบบ
เช่น ไขมันพอกตับ ตับอักเสบจากไวรัส ตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ หรือการใช้ยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน ในระยะแรกของโรคตับ ผู้ป่วยมักไม่มีอาการชัดเจน หรือมีเพียงอาการอ่อนเพลียเล็กน้อย จนทำให้ไม่ใส่ใจ แต่หากปล่อยไว้นาน ตับอาจเกิดพังผืด กลายเป็นตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงในการพัฒนาไปสู่ มะเร็งตับ ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง

มะเร็งตับในระยะเริ่มต้น
มักไม่แสดงอาการชัดเจนเช่นกัน อาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง และง่วงนอนจึงอาจเป็นสัญญาณแรกๆ ที่เกิดขึ้นร่วมกับอาการอื่น เช่น เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ แน่นท้อง ท้องอืด หรือปวดบริเวณชายโครงขวา ผู้ป่วยบางรายอาจมีผิวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการทำงานของตับเริ่มผิดปกติอย่างชัดเจนแล้ว

พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
มีผลอย่างมากต่อสุขภาพตับ การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ การรับประทานอาหารไขมันสูง อาหารแปรรูป อาหารหวานจัด รวมถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ตับทำงานหนักขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป ตับจะเสื่อมประสิทธิภาพลง ส่งผลให้เกิดอาการอ่อนเพลียเรื้อรังและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับและมะเร็งตับโดยไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ ความเครียดสะสมและการนอนดึกเป็นประจำ ยังส่งผลต่อกระบวนการฟื้นฟูตับตามธรรมชาติ ตับจะซ่อมแซมตัวเองได้ดีที่สุดในช่วงกลางคืน หากนอนดึกหรือนอนไม่เป็นเวลา กระบวนการนี้จะถูกรบกวน ทำให้ตับฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ และเกิดอาการง่วงนอน ไม่มีแรงในตอนกลางวันอย่างต่อเนื่อง

การดูแลตับ
จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ป่วยแล้ว การปรับพฤติกรรม เช่น ลดการดื่มแอลกอฮอล์ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพิ่มผักผลไม้ ลดอาหารมันและหวาน ดื่มน้ำให้เพียงพอ และพักผ่อนให้เป็นเวลา จะช่วยลดภาระการทำงานของตับได้อย่างมาก หากมีอาการอ่อนเพลีย ง่วงนอน หรือไม่มีแรงติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพ ตรวจค่าการทำงานของตับ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงตั้งแต่เนิ่นๆ

อาการอ่อนเพลีย
ไม่มีแรงจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับโรคตับและมะเร็งตับ การใส่ใจสัญญาณเตือนจากร่างกายตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้สามารถป้องกัน วินิจฉัย และรักษาได้ทันท่วงที ลดความรุนแรงของโรค และเพิ่มโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
Q&A : อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ง่วงนอน กับความเสี่ยงโรคตับและมะเร็งตับ
Q: อาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ง่วงนอนตลอดวัน เกิดจากอะไรได้บ้าง
A: อาการเหล่านี้อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การนอนหลับไม่เพียงพอ ความเครียด ภาวะขาดวิตามิน โรคโลหิตจาง โรคต่อมไทรอยด์ รวมถึงความผิดปกติของอวัยวะสำคัญอย่างตับ หากตับทำงานผิดปกติ การสร้างพลังงานและการกำจัดสารพิษจะลดลง ส่งผลให้รู้สึกอ่อนล้าและง่วงนอนผิดปกติ
Q: ทำไมโรคตับจึงทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง
A: ตับมีหน้าที่เปลี่ยนอาหารเป็นพลังงานและกำจัดของเสีย หากเกิดโรคตับ ตับจะทำงานได้ไม่เต็มที่ ร่างกายจึงได้รับพลังงานน้อยลง สารพิษสะสมในเลือด ส่งผลต่อสมองและระบบประสาท ทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง และง่วงนอนเรื้อรัง
Q: อ่อนเพลีย ง่วงนอน เป็นสัญญาณของโรคตับตั้งแต่ระยะแรกได้หรือไม่
A: ได้ โรคตับในระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน อาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง และง่วงนอน จึงเป็นหนึ่งในสัญญาณแรกๆ ที่พบได้บ่อย หากมีอาการลักษณะนี้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรตรวจสุขภาพและตรวจการทำงานของตับ
Q: โรคตับเกี่ยวข้องกับมะเร็งตับอย่างไร
A: โรคตับเรื้อรัง เช่น ตับอักเสบ ไขมันพอกตับ หรือตับแข็ง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจพัฒนาไปสู่มะเร็งตับได้ ผู้ป่วยมะเร็งตับในระยะแรกมักมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง และง่วงนอนร่วมกับอาการอื่น เช่น เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
Q: มะเร็งตับมีอาการอ่อนเพลียเหมือนโรคทั่วไปหรือไม่
A: มะเร็งตับในระยะแรกอาจมีอาการคล้ายอาการเหนื่อยล้าทั่วไป เช่น อ่อนเพลีย ง่วงนอน เบื่ออาหาร จึงทำให้หลายคนไม่ทันระวัง เมื่อมีอาการชัดเจนมากขึ้น เช่น ปวดชายโครงขวา ตัวเหลือง ตาเหลือง มักเป็นระยะที่โรคลุกลามแล้ว
Q: พฤติกรรมแบบไหนที่เพิ่มความเสี่ยงโรคตับและมะเร็งตับ
A: การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ การกินอาหารมัน อาหารทอด อาหารแปรรูป การนอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียดสะสม และการใช้ยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน ล้วนเพิ่มภาระให้ตับและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับและมะเร็งตับ
Q: หากอ่อนเพลีย ง่วงนอนบ่อย ควรตรวจอะไรบ้าง
A: ควรตรวจสุขภาพพื้นฐาน ตรวจเลือดดูค่าการทำงานของตับ เอนไซม์ตับ ไขมันในเลือด รวมถึงตรวจหาปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เพื่อประเมินว่ามีภาวะโรคตับหรือความผิดปกติใดซ่อนอยู่หรือไม่
Q: อาการอ่อนเพลียจากโรคตับสามารถดีขึ้นได้หรือไม่
A: สามารถดีขึ้นได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกและปรับพฤติกรรมอย่างเหมาะสม เช่น ลดแอลกอฮอล์ ควบคุมอาหาร พักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาตามคำแนะนำแพทย์ จะช่วยให้ตับฟื้นตัวและอาการอ่อนเพลียลดลง
Q: จะป้องกันอาการอ่อนเพลียและลดความเสี่ยงโรคตับได้อย่างไร
A: ควรนอนหลับให้เพียงพอ เลี่ยงแอลกอฮอล์ เลือกอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำมากพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง เพื่อป้องกันโรคตับและมะเร็งตับในระยะยาว
