ในปัจจุบัน โรคไขมันพอกตับ กลายเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยมากขึ้น โดยเฉพาะในคนวัยทำงานที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตเร่งรีบ กินอาหารไม่เป็นเวลา ขาดการออกกำลังกาย และพักผ่อนไม่เพียงพอ หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อโรคนี้ แต่ยังไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่าโรคไขมันพอกตับอันตรายไหม และส่งผลต่อร่างกายในระยะยาวอย่างไร
แม้โรคไขมันพอกตับจะไม่แสดงอาการรุนแรงในช่วงแรก แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาจลุกลามกลายเป็นโรคตับเรื้อรัง ตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด มะเร็งตับ ได้อย่างเงียบๆ
โรคไขมันพอกตับคืออะไร
โรคไขมันพอกตับ คือภาวะที่มีไขมันสะสมในเซลล์ตับมากกว่าปกติ ทำให้ตับทำงานหนักขึ้น เมื่อมีไขมันพอกตับต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะส่งผลให้เกิดการอักเสบของตับ และนำไปสู่การทำลายเซลล์ตับในที่สุด
โรคนี้สามารถเกิดได้ทั้งในคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ และคนที่ไม่ดื่มเลย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีน้ำหนักเกิน ไขมันในเลือดสูง หรือเป็นเบาหวาน

ทำไมโรคไขมันพอกตับถึงพบมากขึ้น
พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคไขมันพอกตับพบมากขึ้น เช่น การบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารทอด อาหารหวาน เครื่องดื่มน้ำตาลสูง รวมถึงการนั่งทำงานเป็นเวลานานและไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย
เมื่อร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไป ไขมันส่วนเกินจะถูกส่งไปสะสมที่ตับ ทำให้ตับต้องทำงานหนักและเกิดไขมันพอกตับในที่สุด
อาการของโรคไขมันพอกตับ
โรคไขมันพอกตับมักถูกเรียกว่า “ภัยเงียบ” เพราะผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก อาการที่อาจพบได้เมื่อโรคเริ่มรุนแรงขึ้น ได้แก่
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย แม้ไม่ได้ออกแรงมาก
- ง่วงนอนบ่อย ไม่มีสมาธิ
- แน่นท้อง ท้องอืด หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณชายโครงขวา
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้เล็กน้อย
- น้ำหนักขึ้นง่าย ไขมันสะสมมาก
โรคไขมันพอกตับอันตรายไหม
คำตอบคือ โรคไขมันพอกตับอันตรายได้ หากไม่ดูแลอย่างเหมาะสม ในระยะแรกอาจเป็นเพียงการสะสมไขมัน แต่หากปล่อยให้ตับอักเสบเรื้อรัง จะนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า “ตับอักเสบจากไขมันพอกตับ” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโรคตับรุนแรง
เมื่อเซลล์ตับถูกทำลายซ้ำๆ ร่างกายจะสร้างพังผืดขึ้นมาทดแทน หากพังผืดสะสมมากขึ้น ตับจะเริ่มแข็งและทำงานได้น้อยลง ซึ่งเป็นภาวะตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด มะเร็งตับ อย่างมีนัยสำคัญ

ความสัมพันธ์ระหว่างไขมันพอกตับกับโรคตับ
ไขมันพอกตับถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคตับในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ แต่มีพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม โรคนี้สามารถพัฒนาเป็นโรคตับเรื้อรังได้โดยไม่รู้ตัว
ผู้ป่วยบางรายตรวจพบว่าเป็นมะเร็งตับในระยะหลัง ทั้งที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองมีปัญหาไขมันพอกตับมาก่อน ทำให้การรักษาทำได้ยากขึ้น
การตรวจวินิจฉัยโรคไขมันพอกตับ
การตรวจหาโรคไขมันพอกตับสามารถทำได้ง่ายและไม่ซับซ้อน เช่น
- การตรวจเลือดเพื่อดูค่าการทำงานของตับ
- การอัลตราซาวด์ช่องท้อง
- การตรวจสุขภาพประจำปี
บางกรณีแม้ค่าตับจะยังปกติ แต่ก็อาจมีไขมันพอกตับได้ จึงไม่ควรมองข้ามการตรวจภาพตับ
แนวทางการดูแลและป้องกันโรคไขมันพอกตับ
การดูแลโรคไขมันพอกตับเน้นที่การปรับพฤติกรรมเป็นหลัก ได้แก่
- ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
- ลดอาหารไขมันสูง ของทอด และน้ำตาล
- งดหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
ในบางรายอาจใช้ตัวช่วย เช่น อาหารเสริมบำรุงตับ เพื่อช่วยฟื้นฟูการทำงานของตับ ควบคู่กับการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม
Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไขมันพอกตับ
Q: โรคไขมันพอกตับเกิดกับคนผอมได้ไหม
A: ได้ คนผอมที่มีไขมันสะสมในช่องท้องหรือดื้ออินซูลินก็สามารถเป็นไขมันพอกตับได้
Q: ไขมันพอกตับรักษาไม่หายจริงไหม
A: หากพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น สามารถฟื้นฟูตับให้ดีขึ้นได้ด้วยการปรับพฤติกรรมอย่างจริงจัง
Q: ไขมันพอกตับต้องงดแอลกอฮอล์ไหม
A: ควรงดหรืออย่างน้อยลดอย่างมาก เพราะแอลกอฮอล์ทำให้ตับทำงานหนักขึ้น
Q: ไขมันพอกตับเสี่ยงเป็นมะเร็งตับแค่ไหน
A: ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากปล่อยให้ตับอักเสบเรื้อรังและพัฒนาเป็นตับแข็ง
Q: ควรตรวจตับบ่อยแค่ไหน
A: แนะนำตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละครั้ง และติดตามอย่างต่อเนื่องหากพบความผิดปกติ
สรุป
โรคไขมันพอกตับอาจไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญของโรคตับ หากไม่ดูแลอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะตับแข็งและ มะเร็งตับ ได้ การใส่ใจสุขภาพตับตั้งแต่วันนี้คือการป้องกันโรคตับในระยะยาวและช่วยให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
